Kind Creations

เปลี่ยนผ้าบาติกพื้นถิ่น เป็นหน้ากากอนามัยสุดคลาสสิก จากฝีมือชาวนครฯ


พลิกวิกฤตเป็นโอกาสพัฒนาผ้าพื้นถิ่นเป็นสินค้าตอบโจทย์ยุคสมัย

แม้ราคาหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ในปัจจุบันจะมีราคาถูกลง เมื่อเทียบกับช่วงแรก ๆ ของการระบาดโรคโควิด-19 แต่หน้ากากอนามัยแบบผ้าก็ยังเป็นที่ต้องการสูง ด้วยความตระหนักของผู้คนในเรื่องสุขภาพอนามัย จึงเป็นที่มาของ “โครงการการพัฒนาผ้าพื้นถิ่นที่มีสมบัติป้องกันแสงยูวี ต้านเชื้อแบคทีเรียและสะท้อนน้ำด้วยวัสดุนาโน” โดยชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาคุณภาพหน้ากากอนามัยแบบผ้าให้มีสมบัติพิเศษที่จะตอบโจทย์การใช้หน้ากากผ้าให้ดีมากขึ้น

สำหรับชุมชนที่เข้าร่วม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนตาเหน่ง อำเภอสิชล, กลุ่มสวนตาเหน่ง, กลุ่มผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติพออวด อำเภอนบพิตำ, กลุ่มสตรีพัฒนาผ้าบาติก บ้านสวนขัน อำเภอช้างกลาง, กลุ่มผ้าทอตรอกแค อำเภอชะอวด และ กลุ่ม 4 ป. บาติก อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช

Photo Credit: หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)


โครงการดังกล่าวดำเนินงานโดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.นครศรีรธรรมราช โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเคมีและวัสดุนาโนมาพัฒนาคุณภาพผ้าพื้นถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีอยู่จำนวนมากและหลากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีความแตกต่างในด้านเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของผ้า

โดยมหาวิทยาลัยเลือกพื้นที่ที่มีการกระจายรายได้น้อย อย่างอำเภอพิปูน อำเภอชะอวด และอำเภอนบพิตำ นำผ้าพื้นถิ่นทั้งผ้ายกเมืองนคร ผ้ามัดย้อม ผ้าบาติก มาใช้แทนชุดและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นผลิตภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย เช่น นำผ้ายกที่ปรับปรุงสมบัติให้สามารถสะท้อนน้ำหรือกันน้ำรวมถึงต้านเชื้อแบคทีเรียได้มาทำปกปริญญาบัตร และเป็นองค์ประกอบในชุดครุย เป็นต้น ซึ่งต้องใช้ผ้ายกจำนวนมาก

ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับผ้าพื้นถิ่นไปยังตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าสิ่งทอด้วยนาโนเทคโนโลยีเพื่อรองรับการแข่งขันเสรี จึงได้พัฒนาแนวทางในการนำนาโนเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าผ้าพื้นถิ่น

Photo Credit: หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)


เพิ่มมูลค่าผ้าท้องถิ่นด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์

จากการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทำให้หน้ากากอนามัยผ้าท้องถิ่นมีคุณค่าและมูลค่ามากขึ้น เช่น มีกลิ่นหอมจากดอกไม้พื้นถิ่น มีลวดลายใหม่ ๆ มีสีสันสวยงาม และหลากหลายเฉดสี รวมถึงพัฒนาให้มีคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย กันน้ำ กันแสงยูวี ลดการยับ เพิ่มความนุ่ม เป็นต้น ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการสวนตาเหน่ง ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านขนาดกลางและขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น 4.6 เท่า อีกทั้งยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่หลายสิบล้านบาท

Photo Credit: หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)


ด้วยเอกลักษณ์ของผ้าพื้นถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีอยู่แล้ว นักวิจัยได้เติมความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไปเพิ่มคุณสมบัติของผ้า ให้มีสมบัติป้องกันแสงยูวี ต้านเชื้อแบคทีเรียและสามารถสะท้อนน้ำได้ โดยเลือกใช้อนุภาคนาโน ซิงค์ออกไซด์ (Zinc oxide) เจือโลหะเงิน (Ag) ที่ไม่มีความเป็นพิษ ทำให้มีประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดี ลดกลิ่นอับของผ้า ป้องกันรังสียูวี และช่วยถนอมเส้นใยผ้าฝ้ายซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติ

โดยสังเคราะห์ด้วยวิธีทางชีวภาพ หรือ Green Synthesis โดยใช้สารสกัดจากพืชในท้องถิ่นมาสังเคราะห์ซึ่งเป็นวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนการผลิตได้ รวมถึงการเพิ่มอะคริลิคโพลิเมอร์ (Acylic Polymer) ที่ไม่เป็นพิษต่อการสูดดมและระคายเคืองผิวหนัง และเพิ่มคุณสมบัติสะท้อนน้ำ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนักวิจัยได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวบ้านสามารถทำได้เอง และสามารถนำผ้าที่ปรับปรุงสมบัติไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ เช่น หมวก ผ้ากันเปื้อนกันน้ำและน้ำมัน และกระเป๋าผ้ากันน้ำ เป็นต้น

Photo Credit: หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)


ด้านคุณจิรัชญา งามขำ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนตาเหน่ง อำเภอสิชล ผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผ้าพื้นถิ่น กล่าวว่า “ชุมชนของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นและยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกจากจะนำเปลือกมังคุดมาทำสีผ้าแล้ว เรายังนำเปลือกสละมาทำเป็นสีผ้าด้วย โดยทางมหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยพัฒนาคุณสมบัติกันน้ำกันแบคทีเรียให้กับหน้ากากอนามัย ทำให้เรามียอดขายมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เราเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากงานวิจัย ยังมีชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เข้ามา ช่วยตัด เย็บ ซัก รีด ทำให้ชุมชนของเรามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”


ที่มา

  •  เรื่อง และ ภาพหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

เรื่องโดย